innoOK Member Card
มิถุนายน 20, 2013, 01:53:17 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สนช.ชูธงนำไทยสู่ "อุตสาหกรรมแห่งอนาคต" ผู้นำนวัตกรรม-เติบโตยั่งยืน  (อ่าน 743 ครั้ง)
administrator
Administrator
User

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 848


« เมื่อ: ตุลาคม 07, 2011, 10:43:27 AM »

สนช.ชูธงนำไทยสู่ "อุตสาหกรรมแห่งอนาคต" ผู้นำนวัตกรรม-เติบโตยั่งยืน
ผู้จัดการ 360 ํ รายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10 - 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

          ภายใต้แนว ทางพัฒนาโครงการนวัตกรรมในรูปแบบของ "Platform" ต่างๆ โดยมีเป้าหมายเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน (supply  chain) เป็นห่วงโซ่มูลค่า (value  chain) ใน 3 กลุ่มหลักที่กล่าวได้ว่า มีความสามารถในการแข่งขันสูงอันประกอบด้วย ธุรกิจชีวภาพ (Bio-Business) อุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ (Eco-Industry) และการออกแบบและแก้ไขปัญหา (Design & Solutions)

          สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือสนช. กำลังอยู่ระหว่างการก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยการถือธงนำ ให้ประเทศไทยเข้าสู่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New Wave Industry ซึ่งนอกจากจะทำให้เป็นผู้นำเรื่องการสร้างนวัตกรรมในภูมิภาคแล้ว ยังสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่าง ยั่งยืนด้วย มุ่งสู่ Green Industry

          ดร.ศุภชัย หล่อโลหะการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์กรมหาชน) กล่าวกับ "ผู้จัดการ 360  รายสัปดาห์" ว่า แนวทางหลักที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เป็นไปตามกระแสหลักของโลก คือให้ความสำคัญอย่างสูง กับเรื่อง Green และขยายความ

          "โดยทั่วไป การทำเรื่อง Green ทั่วโลกเน้นที่  "วัสดุ" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม"
          "ยก ตัวอย่างที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมาก คือเรื่อง พลาสติกที่มาจากธรรมชาติ มาจากพืช ซึ่งเราเรียกว่า พลาสติกชีวภาพ ตรงนี้เป็นบทบาทที่สำนักงานทำอยู่เยอะ"
          ทั้งนี้ พลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งหมดมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สิ่งที่สนช.กำลังพัฒนาอยู่คือ ต้องการให้ผลิตจากมันสำปะหลัง หรืออ้อย
          "กระบวนการคือ นำน้ำตาลมาทำกรดแลกติก กรดแลกติกเป็นโมเลกุลเดี่ยว เราก็มาเชื่อมโมเลกุล
          เป็นโมเลกุลเชิงซ้อน เป็นไบโอ-เรซิ่น ตรงนี้ประเทศไทยทำไม่ได้" New Wave Industry

          ดร.ศุภชัย กล่าวต่อไปว่า  สนช.ตั้งใจทำเรื่องดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งถือว่าเป็น "แผนที่นำทางสู่อนาคต"ของประเทศ
          "ครม. อนุมัติให้เราเป็นเจ้าภาพในการผลักดันให้เกิด "อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ" ในประเทศไทย ซึ่งถือว่า เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New Wave Industry)"

          ทั้งนี้ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (N ew  Wa v e Industry) ตามแผนของสนช. มี 2 เรื่อง
          อีกเรื่องหนึ่งคือ "อุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์" ผู้อำนวยการสนช. ขยายความเรื่องแรก
          "กล่าว ได้ว่า นี่เป็นเรื่องใหม่มาก โดยตั้งงบลงทุนไว้ถึง 10,000 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพขนาด 1 แสนตันต่อปี"
          ประโยชน์ ของอุตสาหกรรมคือ ผลผลิตที่ได้ สามารถนำไปใช้ทั้งเรื่องการแพทย์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ที่สำคัญมากๆ ก็คือ ผลต่อสิ่งแวดล้อม

          "พลาสติกแบบนี้ เมื่อทิ้งลงดิน จะย่อยสลายภายใน 6-12 เดือน เป็นปุ๋ยเลย เพราะผลิตจากแป้ง กับ น้ำตาล ถ้าเป็นปิโตรเคมีก็ใช้เวลาประมาณ 400 ปี"ดร.ศุภชัย กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้"อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ" แข็งแกร่งและมีศักยภาพพร้อมที่จะเป็นผู้นำในภูมิภาคได้ใน 5 ปีข้างหน้า รวมถึงการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบชีวมวลในประเทศ แนวทางหลักดำเนินไปใน 4 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่ 1 สร้างความพร้อมด้านวัตถุดิบ กลยุทธ์ที่ 2 การเร่งรัดและสร้างเทคโนโลยี กลยุทธ์ที่ 3 การสร้างอุตสาหกรรมและธุรกิจนวัตกรรม และกลยุทธ์ที่ 4 การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

          "ตัวอย่างเรื่องเร่งรัดและสร้าง เทคโนโลยี สนช. สนับสนุนงบประมาณโครงการวิจัยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหน้าที่บริหารจัดการงานวิจัยเชิงกลยุทธ์ ที่ต้องกำหนดหัวข้อวิจัยชัดเจน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พลาสติกชีวภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมทั้งสร้างฐานข้อมูล และเครือข่ายนักวิจัยด้านพลาสติกชีวภาพ"

          ความคืบหน้าล่าสุด สนช. สนับสนุนเงินลงทุน 300 ล้านบาท สร้าง "โรงงานนำร่อง" กำลังการผลิต 1,000 ตันต่อปี วัตถุประสงค์หลักคือ เป็นตัวอย่างให้เห็นภาพชัดว่า เกิดขึ้นได้จริง เป็นตัวอย่างในการจูงใจบริษัทใหญ่ๆ เช่น ปตท. ปูนซิเมนต์ไทย หรือผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำตาล สนใจมากขึ้น

          New Wave-2 "เกษตรอินทรีย์"New  Wave  Industry เรื่องที่สอง อุตสาหกรรม "เกษตรอินทรีย์" เป็นเรื่องของระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศ และผู้คน โดยพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และวงจรธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตที่มี ผลกระทบทางลบ

          "เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรม และองค์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดีของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง" ดร.ศุภชัยกล่าว

          สำหรับ ความคืบหน้าของโครงการนวัตกรรมเกี่ยวกับ "เกษตรอินทรีย์"  ในปี 2553 ที่ผ่านมา สนช. ได้สร้างเครือข่ายวิสาหกิจ นักวิชาการ เกษตรกร และผู้ประกอบการให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงจังประมาณ 5,000 คน

          รูปธรรม สำคัญ คือ ผลักดันให้เกิดการลงทุนทั้งหมด 10 โครงการ เป็นวงเงินสนับสนุนทั้งสิ้น 5,092,223 บาท คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 87,580,677 บาท เช่น โครงการระบบ ICM (Integrated Crop Management) สำหรับการผลิตพืชอินทรีย์ โครงการ "Lum Lum" ซอสพริกอินทรีย์ที่มีไลโคพีนสูง โครงการน้ำนมอินทรีย์ที่มีปริมาณ CLA และ OMEGA 3 สูง ฯลฯ นอกจากนั้น ยังมีการจัดทำฐานข้อมูล "องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยปี 2552-2553" ให้ความสำคัญ  Eco-Industry   ด้วยการตั้งเป้า ต้องการให้องค์กรธุรกิจในอนาคตบรรลุความสำเร็จอย่างยั่งยืน (sustainability) ทั้งด้านเศรษฐกิจ (economy) และระบบนิเวศ (ecology) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จึงให้ความสำคัญอย่างสูงเรื่องอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ (Eco-Industry) ด้วย

          ดร.ศุภชัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เพื่อสนองเป้าหมายข้างต้น สนช.ได้พัฒนานวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ 2 ด้าน คือ อุตสาหกรรมสะอาด (Clean Industry) และผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Products)

          "Clean Industry หรืออุตสาหกรรมสะอาด เน้นเรื่องการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต ให้เกิดการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยนเป็นของเสียน้อยที่สุด นอกจากนั้นยังเน้นการลดการใช้สารเคมีอันตราย ลดของเสียและของเหลือใช้ การนำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งการดัดแปลงเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างอื่น จึงเป็นทั้งการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดค่าใช้จ่ายในการผลิตไปพร้อมๆ กัน"

          "ส่วน Eco-Products สนช. ได้กำหนดแผนการดำเนินงานในด้านผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลพลอยได้ในอุตสาหกรรมไม้ประกอบ กระดาษ สิ่งทอ และยางพารา เป็นหลัก" แรงกระตุ้น

          ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา สนช.ทำธุรกิจชีวภาพปีละประมาณ 100 โครงการ แต่ก็ยังถือได้ว่า "น้อยเกินไป" ควรทำปีละ 1,000 โครงการ
          ข้อจำกัดไม่ใช่เรื่อง "ศักยภาพ" แต่น่าจะเป็นเพราะ "ความตั้งใจ" ในการทำงานด้านนวัตกรรมของภาคเอกชนที่ยังมีน้อยเกินไป

          กล่าว ในภาพรวม เพื่อให้มีการทำโครงการนวัตกรรมขึ้นถึงระดับ 1,000 โครงการ ผู้อำนวยการสนช. ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดโครงการ "คูปองนวัตกรรม"

          โครงการคูปองนวัตกรรม มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ต้องการให้ SMEs ได้เข้าถึงนวัตกรรม โดยมีงบประมาณสนับสนุนในรูปแบบของคูปอง เพื่อกระตุ้นให้เกิดโครงการนวัตกรรม และสร้างความตระหนักต่อการพัฒนานวัตกรรมในองค์กรเอกชน
          ซึ่ง อาศัยหลักการเชื่อมโยงผู้ให้บริการงานนวัตกรรม (IS PInnovation  Service Provider) กับผู้ประกอบการที่สนใจดำเนินโครงการ นอกจากนั้นยังเป็นการร่วมรับความเสี่ยงของภาคเอกชน ในการใช้คำปรึกษา
          เพื่อ การพัฒนานวัตกรรมของผู้ประกอบการด้วย ทั้งนี้ประโยชน์ที่ SMEs จะได้รับคือ ร่วมลงทุนเพียง 10% ของมูลค่าโครงการที่ได้รับการอนุมัติ
          ส่วน 90% ที่เหลือรัฐออกให้ ส่วนตัวอย่างล่าสุดของการกระตุ้นให้เอกชนหันมาสนใจทำโครงการนวัตกรรมเพิ่ม ขึ้น

          ภายในเดือนตุลาคม สนช. จะเปิดตัวโครงการใหม่ ชื่อ "โครงการซอฟต์แวร์ดีมีนวัตกรรม" ใช้วิธีออนไลน์ สมัครขอทุนได้ทางอินเทอร์เน็ตเลย โดยดร.ศุภชัยให้ข้อมูลเพิ่มเติม "เป็น การนำซอฟต์แวร์ไปใช้ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เช่น การเกษตร การแพทย์ ด้านโลจิสติกส์ เป็นโครงการซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์" ก้าวต่อไป

          ดร.ศุภชัย แสดงความเห็นถึงเรื่องล่าสุดที่สนช.กำลังศึกษา และให้ความสนใจอย่างสูง 2 เรื่อง ประกอบด้วย หนึ่ง -  Green Innovation และสอง-  Innovation For Aging Society
          "ผมคิดว่า ทั้งสองเรื่องสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาประเทศไทย""ยกตัวอย่างเรื่องหลัง ตอนนี้ คนทั่วโลกสุขภาพดีขึ้น รักษาสุขภาพมากขึ้น ทำให้อายุยืนมากขึ้น"
          "ผู้สูงอายุต้องการ Innovation มาก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การรักษาพยาบาล อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์"

          "สำหรับ เรื่อง Green ตอนนี้สนช.ทำไปแล้วเยอะมาก แต่เรื่องนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุ สำหรับประเทศไทยเรายังไปได้ไม่มากเท่าไหร่"
          อนึ่ง ในช่วง 6 ปี  สนช. ทำโครงการนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนไปแล้วกว่า 580 โครงการ สนับสนุนทั้งด้านวิชาการและเงินลงทุนไปแล้วกว่า 536 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนธุรกิจใหม่ประมาณ 10,000 ล้านบาท

          ข้อมูลโครงการอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ
          มูลค่า การลงทุน มากกว่า 10,000 ล้านบาท การจ้างงาน  ประมาณ 200,000 คน รายได้สู่ภาครัฐ  6,260 ล้านบาท ตัวอย่างความร่วมมือ  1. "โครงการนำร่องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ โครงการใช้ถุงขยะพลาสติกชีวภาพชนิด  polybutylene succinate (PBS) คัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยชีวภาพ ณ เกาะเสม็ด" ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น
          "โครงการใช้ถุง พลาสติกชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม ณ ร้าน Puff & Pie" ร่วมกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด และบริษัท อุตสาหกรรมถุงพลาสติกไทย จำกัด

          "ข้อจำกัดไม่ใช่เรื่อง "ศักยภาพ" แต่น่าจะเป็นเพราะ "ความตั้งใจ" ในการทำงานด้านนวัตกรรมของภาคเอกชนที่ยังมีน้อยเกินไป
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!