innoOK Member Card
กรกฎาคม 24, 2014, 08:49:36 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ถอดโมเดลศูนย์พัฒนาห้วยฮ่องไคร้สู่การเรียนรู้ชุมชน"บ้านสามขา"  (อ่าน 810 ครั้ง)
administrator
Administrator
User

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 888


« เมื่อ: มีนาคม 12, 2012, 03:53:19 PM »

ถอดโมเดลศูนย์พัฒนาห้วยฮ่องไคร้สู่การเรียนรู้ชุมชน"บ้านสามขา"   
 
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 - 14 มีนาคม พ.ศ. 2555
 
          ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาต้นแบบที่หลายหมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่

          หลายองค์กรของภาคเอกชนและหลายจังหวัดในแถบภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ต่างนำองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนาปาไม้ การอนุรักษ์ดิน และน้ำ และการเกษตรกรรมรูปแบบต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้จนเกิดเป็นความยั่งยืนของชุมชน

          เพราะศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มีพื้นที่โครงการกว่า 8,500 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวง ทั้งลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าเขา ทิศเหนือเป็นป่าเบญจพรรณที่มีสภาพสมบูรณ์ เหมาะสำหรับศึกษาการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร ส่วนพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้เป็นป่า มีสภาพค่อนข้างเสื่อมโทรมเหมาะสำหรับศึกษาการพัฒนาเกษตรกรรมในด้านต่าง ๆ

          ฉะนั้น ถ้าจะถอดโมเดลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเป็นต้นธาร ของการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ จึงมีทั้งหมด 7 ลักษณะงานด้วยกันคือ

          หนึ่ง งานศึกษาและพัฒนาแหล่งน้ำ

          สอง งานศึกษาและพัฒนาปาไม้

          สาม งานศึกษาและพัฒนาที่ดิน
   
          สี่ งานศึกษาและทดสอบการปลูกพืช

          ห้า งานศึกษาและพัฒนาเกษตรกรรมแบบประณีต

          หก งานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์และโคนม

          เจ็ด งานศึกษาและพัฒนาการประมงทั้ง 7 ลักษณะงาน นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน พระราชดำริให้พิจารณาจัดตั้งศูนย์ศึกษา การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ เมื่อวันที่11 ธันวาคม 2525 โดยเริ่มดำเนินการในปี 2526

          จนถึงวันนี้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ดำเนินการเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ และพัฒนามากว่า 29 ปีแล้ว

          เป็น 29 ปีที่ไม่เพียงทำให้หลายชุมชน องค์กร ต่างนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ จนเกิดประโยชน์ หากองค์กรอย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี ต่างนำแนวคิดต้นแบบในการพัฒนาปาไม้ การอนุรักษ์ดิน และน้ำ รวมถึงการทำการเกษตรกรรมไปประยุกต์ใช้ด้วย

          เหมือนอย่างโครงการเอสซีจี รักษ์น้ำ เพื่ออนาคตที่เอสซีจีเพิ่งจัดกิจกรรมรักษ์น้ำ 30,000 ฝาย ถวายพระเจ้าอยู่หัวไปเมื่อไม่นานผ่านมา

          "ดร.จิรายุ อิศราง...ร ณ อยุธยา" ประธานกรรมการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บอกว่า ความสำเร็จ ของโครงการเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของชุมชน และเครือข่ายกัลยาณมิตร รวมถึงความตั้งใจจริงของเอสซีจี ที่ได้ทุ่มเททรัพยากรทุกด้านพัฒนาธุรกิจ เพื่อเป็นแบบอย่างการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

          "บนคอนเซ็ปต์ Green Business คือ การพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Process และการร่วมกับชุมชนดูแลสิ่งแวดล้อม หรือ Green Community เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน"

          อันไปสอดคล้องกับแนวคิดของ "กานต์ ตระ...ลฮุน" ที่บอกว่าเอสซีจีดำเนินโครงการเอสซีจีรักษ์น้ำ เพื่ออนาคตด้วยการ บริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมอนุรักษ์น้ำด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อคืนความสมดุลสู่ธรรมชาติ และต่อยอดวิสาหกิจชุมชน เพื่อพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

          "จากการดำเนินโครงการบริหารจัด การน้ำหลายปีผ่านมา พบผลเชิงนิเวศหลากหลายรูปแบบ ทั้งช่วยสร้างความชุ่มชื่นให้กับผืนป่า ทำให้ไฟป่าลดลงจากเดิม ปีละ 200-300 ครั้ง เหลือเพียงปีละ 2-6 ครั้ง"

          "ทั้งยังเกิดความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ป่าในระบบนิเวศ ชุมชนมี น้ำใช้อย่างพอเพียงในหน้าแล้ง และน้ำไม่ท่วมในหน้าฝน ที่สำคัญคือสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยชุมชนสามารถจัดทำน้ำประปาภูเขา จนสามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งยังนำผลผลิตจากป่า อาทิ เห็ดต่าง ๆ ผักหวาน น้ำผึ้ง สมุนไพร มาเป็นรายได้เสริม"

          "จนทำให้หลายชุมชนมีวิถีชีวิตดีขึ้น ลูกหลานสามารถกลับมาหากินในบ้านเกิด บางแห่งกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจมาศึกษาเรียนรู้ หรือเปิดเป็นโฮมสเตย์"

          นอกจากนั้น "กานต์" ยังกล่าวถึงโครงการวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายพลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อมของบ้านสามขาที่เกิดจากความร่วมมือของเอสซีจี สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ การไฟฟ้าฝายผลิตแห่งประเทศไทย และชุมชนบ้านสามขา ร่วมกันก่อตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสามขา อ.แม่ทะ จ.ลำปาง

          "จนสามารถต่อยอดนำไปใช้ประโยชน์ในการปั่นกระแสไฟฟ้า เพื่อช่วยอนุรักษ์พลังงาน เกิดรายได้กลับคืนสู่ชุมชน ทั้งยังสร้างความมั่นคงให้ชุมชน จนส่งผลให้ชุมชนสามารถใช้ชีวิตตามวิถีแห่งความพอเพียง และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน"

          ผลเช่นนี้ จึงทำให้ต้องถาม "ผู้ใหญ่บ้านบุญเรือน เฒ่าคำ" แห่งหมู่บ้านสามขา ที่ไม่เพียงจะนำองค์ความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้มาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม

          หากหมู่บ้านสามขายังเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่ไม่เพียงมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งเข้ามาดูงาน43 และเยี่ยมชม หากยังมีองค์กรต่าง ๆ จากต่างประเทศหลายแห่งเข้ามาศึกษาและดูงานด้วย

          "ผู้ใหญ่บ้านบุญเรือน" บอกว่า การสร้างชุมชนหมู่บ้านสามขาจนเกิดการพัฒนาแบบยั่งยืนเกิดจากคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชุมชน ซึ่งเราดำเนินการแรกในการฟื้นฟูความแห้งแล้ง ด้วยการแบ่งพื้นที่ปาชุมชนออกเป็น 3 โซน คือ โซน ก.ปาต้นน้ำลำธาร โซน ข.ปาที่ชาวบ้านปลูก และโซน ค.พื้นที่ใช้สอย

          "เราทำพร้อม ๆ กับพัฒนาแหล่งน้ำ ด้วยการทำประปาภูเขา สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสามขา และจัดตั้งธนาคารชุมชน สร้างโรงงานน้ำดื่มจนสามารถจำหน่ายให้กับชุมชนข้างเคียง และชุมชนอื่นๆ ในราคาขวดละ 12 บาท และถังละ 7 บาท"

          "นอกจากนั้น เรายังจัดตั้งกองทุนขึ้นมาหลายประเภท คือ กองทุนฝาย กองทุนไฟฟ้า กองทุนการพัฒนา และอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนด้วยกัน ขณะเดียวกัน เรายังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน"

          "ล่าสุดเราได้ก่อตั้งโครงการวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายพลังงานสะอาด เพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการดำเนินการก่อตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าของประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย ด้วยงบประมาณเบื้องต้นเพียง 1.6 ล้านบาท ซึ่งประสิทธิภาพของเครื่องปั่นไฟฟ้าพลังน้ำในโครงการ นอกจากสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 19.7 KW (เครื่องขนาด 22.5 KW) ที่ Head น้ำ 6-12 เมตร"

          "ยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 8 เดือน/ปี และจะคืนทุนทั้งหมดภายในระยะเวลา 5-6 ปี เพราะเราจะนำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และชุมชนต่าง ๆ ที่สำคัญ โรงผลิตกระแสไฟฟ้ายังสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ 49.83 Ton CO

          2 ต่อปี"ที่ไม่เพียงจะทำให้ชุมชนบ้านสามขาเป็นชุมชนตัวอย่างจากการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการถอดรหัสต้นแบบศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้มาประยุกต์ใช้จนเกิดเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน

          หากยังทำให้ชุมชนบ้านสามขาเป็นชุมชนตัวอย่างของประเทศไทย
          ที่ใคร ๆ ต่างต้องประจักษ์ในวิธีการบริหารจัดการของชุมชน
          จนกลายเป็นชุมชนแห่งความยั่งยืนในปัจจุบัน
          ซึ่งไม่ธรรมดาเลย ! 
 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!