innoOK Member Card
ธันวาคม 21, 2014, 12:24:00 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 10 Nanotech ผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยี  (อ่าน 8076 ครั้ง)
pattamawadee
NIA Staff
User

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21


« เมื่อ: สิงหาคม 25, 2008, 04:12:52 PM »

10 Nanotech ผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยี
โดย ผู้จัดการออนไลน์    21 สิงหาคม 2551 18:26 น.

       Metro Life เลือกที่จะไป “งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ” เพื่อจะหาวิทยาการที่เหมาะสมกับคนเมืองในระดับผู้บริหาร โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 1. กำลังซื้อ 2. เทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ไกลตัว 3. เกี่ยวข้องและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร
      
       นาโนเทคโนโลยี อาจจะไม่ใช่ “ของใหม่” แต่ก็ไม่ได้เก่าจนเกินไปที่จะกล่าวถึง วิทยาการนี้มีการค้นคว้าวิจัยในระดับห้องทดลองเป็นเวลานานกว่า 30 ปี เราเพิ่งจะรู้จักนาโนเทคโนโลยีกันอย่างแพร่หลายเมื่อไม่กี่ปีมานี้เมื่อนัก วิทยาศาสตร์เพียรพยายามที่จะนำเอาทฤษฎีในห้องทดลองมาปรับใช้กับสินค้าทั่วไป ในท้องตลาด เมื่อนาโนเทคโนโลยีเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน จึงเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก เนื่องจากหลักการการนำนาโนฯ มาปรับใช้นั้นไม่ได้แตกต่างกันมาก
      
       “ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่แตกต่างจากของ เดิมเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดตัวเอง ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น มีกลิ่นหอม ช่วยฟอกอากาศ ป้องกันคราบสกปรก เปลี่ยนสีตามอุณหภูมิได้ กันน้ำ กันรังสียูวี กันยับ เป็นต้น” คุณเวฬุรีย์ ทองคำ จากฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการ ของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กล่าวกับ Metro Life
      
       ข้อดีที่โดดเด่นของนาโนเทคโนโลยีคือ ผู้ใช้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตประจำวันที่เคยเป็น มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ความสามารถในการป้องกันและยับยั้งแบคทีเรีย ทำให้คุณไม่ต้องกังวลกับเชื้อโรคและความสกปรก ยังผลให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นกว่าเดิม แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น หมายความว่า กำลังจ่ายของคุณกับสินค้าในประเภทเดียวกันต้องเพิ่มกว่าปกติ 30-40 เปอร์เซ็นต์ นี่เองคือคำตอบว่า ทำไมต้องเป็นผู้บริหารเท่านั้น !!
      
       “เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้มีสินค้านาโนเทคโนโลยีออกป้อนสู่ตลาดโดย บรรดาผู้ประกอบการเอกชนเพียงบางกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มแคบๆเท่านั้น เช่นกลุ่มสิ่งทอ และกลุ่มเครื่องสำอาง เนื่องจากเหตุผลทางด้านต้นทุนและการตลาดที่ถือว่ายังใหม่อยู่มากสำหรับคน ทั่วไป” ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา หัวหน้าหน่วยวิเคราะห์ทดสอบของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กล่าว ซึ่งผลที่ตามมาอย่างแน่นอนที่สุดก็คือ “ราคา” หลังจากนั้นมานาโนเทคโนโลยีก็ค่อยๆ ผนวกเอาคุณสมบัติดีเด่นสุดยอดของมันเข้ากับการดำรงชีวิตของเรามาตลอด มีการปรับปรุงคุณสมบัติใหม่ๆ และพัฒนาคุณสมบัติเดิมให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย ตอบโจทย์วีชีวิตคนเมืองด้วยคำว่า “ดีและง่าย” จนกระทั่งเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากยิ่งขึ้น “ในปัจจุบันกลุ่มสินค้าที่ใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติในตัวเองก็มี เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น กลุ่มอาหารเสริม กลุ่มเคมีภัณฑ์ เช่น สีทาบ้าน กลุ่มสุขภัณฑ์ และกลุ่มปิโตรเคมี เป็นต้น โดยจะมีการต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคตอย่างไม่หยุดยั้ง” ดร.ณัฐพันธุ์กล่าวทิ้งท้าย
      
       หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจในสุขภาพ รักความสะอาดแบบปลอดเชื้อแบคทีเรีย นิยมความสะดวกสบายและช่างสรรหาความคิดแปลกใหม่มาสร้างสีสันให้กับการดำเนิน ชีวิต นั่นยังไม่เพียงพอและมีความสำคัญเท่ากับว่าคุณมีความสามารถในการจ่ายซื้อ สิ่งต่างๆ ดังที่กล่าวให้มาอยู่ในมือคุณได้หรือไม่ หากคุณมีคำตอบที่แอบโต้แย้งอยู่ในใจว่า “ได้” อย่างนั้นก็ลองมาดูตัวอย่างของ 10 ผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยีนี้กันหน่อยว่าชิ้นไหนบ้างที่คุณจะเทใจยอมจับจองเป็น เจ้าของ
      
       *************
      
       10 ผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยี
      
       1. เครื่องนอนต้านแบคทีเรีย
       ด้วยเทคโนโลยีกันน้ำและต้านแบคทีเรีย คุณจะนอนหลับสบายโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากคราบ น้ำลายยามฝันหวาน หรือเจ้าตัวไรฝุ่นหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวอีกต่อไป
       ที่นอน 6 ฟุตธรรมดาราคา 5,500 บาท VS ที่นอนนาโนราคาประมาณ 7,700 บาท
        
                                  **********
      
       2. เสื้อผ้าต้านแบคทีเรีย
       หากกลิ่นอับบนผ้าทำให้ไม่มั่นใจว่าคนข้างๆ จะได้กลิ่นตุๆ หรือไม่ โยนของเดิมทิ้งไปซะ!! แล้วมาปลอดโปร่งโล่งจมูกกับเสื้อนาโนป้องกันแบคทีเรียที่จะช่วยเรียกความ มั่นใจกลับคืนมากันดีกว่า
       เสื้อธรรมดาราคาประมาณ 250 บาท VS เสื้อนาโนราคาประมาณ 550 บาท
      
       ************
      
       3. เครื่องซักผ้าต้านแบคทีเรีย
       ซักผ้าตามปกติ ง่ายและง่าย แต่แบคทีเรียตายเรียบ!!
       เครื่องซักผ้าธรรมดาราคาประมาณ 13,000 บาท VS เครื่องซักผ้านาโนราคาประมาณ 18,000 บาท
      
       **************
      
       4. บ้านสุนัขต้านแบคทีเรีย
       ไม่ว่าเจ้าหมาจะซนหรือขยันทำสกปรกเลอะเทอะขนาดไหน หน้าที่คุณเจ้าของก็มีแค่ซักทำความสะอาดเท่านั้น ไร้แบคทีเรียมารบกวนจิตใจทั้งเจ้าของและเจ้าหมา
       สินค้าธรรมดาราคาประมาณ 250 บาท VS สินค้านาโนราคาประมาณ 350 บาท
      
       **************
      
       5. ตู้เย็นต้านแบคทีเรีย
       จะมีความสุขขนาดไหนหากเปิดตู้เย็นมาแล้วจะไม่มีวันพบกับคราบราดำตาม ขอบตู้เย็น และไม่ต้องผงะหงายหลังกับกลิ่นอันแสนรัญจวนของตู้เย็นรุ่นเก่า แต่สิ่งที่เห็นคือผักผลไม้สดสะอาดปลอดเชื้อราเน่าๆ รวมไปถึงวัตถุดิบที่มีคุณภาพพร้อมจะเป็นอาหารมื้ออร่อยสำหรับทุกคนในบ้าน
       ตู้เย็นธรรมดาราคาประมาณ 16,500 บาท VS ตู้เย็นนาโนราคาประมาณ 23,000 บาท
      
       เมื่อ มีการเพิ่มอนุภาคนาโนเช่น อนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ หรืออนุภาคซิลเวอร์นาโนเข้าไปในระหว่างขั้นตอนการเตรียมเส้นใยหรือเคลือบบน พื้นผิวของวัตถุ ก็จะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและกำจัดกลิ่นได้ แต่จำเป็นต้องมีแสงเข้ามาร่วมทำปฏิกิริยาด้วย ดังนั้นในกรณีของเสื้อผ้า หลังการสวมใส่จึงจำเป็นจะต้องนำมาตากแดด อย่างไรก็ดีเรายังต้องซักทำความสะอาดเสื้อผ้าตามปกติ เพราะสารดังกล่าวไม่สามารถกำจัดคราบสกปรกให้หมดไปได้
             
       **************
      
       6. โคมไฟฟอกอากาศ
       แค่เปิดโคมไฟทิ้งไว้ อากาศในห้องก็จะสดชื่น ไร้สารระเหยที่เป็นพิษและยังมีส่วนทำให้ฝุ่นละอองลดน้อยลง ลดหน้าที่ของคุณ เพิ่มบรรยากาศดีๆ ให้กับบ้าน
       โคมไฟธรรมดาราคาประมาณ 1,400 บาท VS โคมไฟนาโนราคาประมาณ 2,000 บาท
      
       *************
      
       7. ตุ๊กตาฟอกอากาศ
       นอกจากคุณสมบัติประดับตกแต่ง กอดเล่นมันมือ เจ้าตุ๊กตายังช่วยฟอกอากาศและลดฝุ่นละออง เหมาะต่อผู้ที่เป็นภูมิแพ้หรือเจ้าตัวเล็กในบ้านอีกด้วย
       เมื่อมีแสงกระตุ้นอนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ที่อยู่บนวัตถุก็จะทำลาย สารระเหยที่เป็นพิษให้แตกตัวเป็นคาร์บอนไดออกไซด์หรือสารอื่นที่มีอันตราย น้อยกว่าได้ กลิ่นไม่พึงประสงค์บางกลิ่นก็จะหมดไป หรือทำให้ฝุ่นละอองมีขนาดเล็กลงจนไม่เป็นอันตราย
      
       ***********
      
       8. กระจกทำความสะอาดตัวเอง
       เป็นการจำลองการทำงานของปรากฏการณ์ “น้ำกลิ้งบนใบบัว” มาใช้ โดยการเคลือบพื้นผิวของกระจกด้วยสารกันน้ำที่มีคุณสมบัติคล้ายแผ่นฟิล์ม เมื่อคราบสกปรกหรือฝุ่นต่างๆ ถูกน้ำชะล้างไปก็จะไม่ทิ้งคราบไว้บนพื้นผิวของกระจก
       กระจกติดผนังธรรมดาราคาประมาณ 800 บาท VS กระจกนาโนราคาประมาณ 1,200 บาท
      
       ************
      
       9 .สุขภัณฑ์
       ไม่ต้องกังวลกับเชื้อแบคทีเรียที่ปกติอาจแฝงตัวอยู่มากมายบนพื้นผิว ของชักโครกตามฝาชักโครกหรือที่รองนั่ง เพียงแค่ใช้น้ำล้างทำความสะอาด เท่านี้ก็ไร้แบคทีเรียกวนใจ
       โถชักโครกเซรามิกแบบไม่ฟลัชราคาประมาณ 650 บาท VS สุขภัณฑ์นาโน 950-2,000 บาท)
      
       ************
       10. กระเบื้องเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ
       ใช้เทคโนโลยีผลึกเหลว โดยเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้การจัดเรียงตัวของอนุภาคสารภายใน โมเลกุลเปลี่ยนไป ทำให้เกิดการสะท้อนและดูดกลืนแสงที่แตกต่างออกไปด้วย สีที่เราเห็นจึงมีหลากหลายมากขึ้นตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป
       ปกติราคาประมาณแผ่นละ 6-10 บาท VS กระเบื้องนาโน ราคาประมาณแผ่นละ 15-20 บาท
      
       **********
      
      
บันทึกการเข้า
pattamawadee
NIA Staff
User

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2008, 04:13:24 PM »

นาโนเทคโนโลยีช่วยอะไรเราได้บ้าง
       
       1. พบทางออกที่จะได้ใช้พลังงานราคาถูกและสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
       
       2. มีน้ำที่สะอาดเพียงพอสำหรับทุกคนบนโลก
       
       3. ทำให้มนุษย์สุขภาพแข็งแรงและอายุยืนกว่าเดิม (มนุษย์อาจมีอายุเฉลี่ยถึง 200 ปี)
       
       4. สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างเพียงพอต่อประชากรโลก
       
       5. เพิ่มศักยภาพในการติดต่อสื่อสารของผู้คนทั้งโลกอย่างทั่วถึง ทัดเทียม และเพียงพอ
       
       6. เพิ่มศักยภาพในการสำรวจอวกาศมากขึ้น
       
       ***********
       
        “แบคทีเรีย”ในมุมมองของ
        “แทนไท ประเสริฐกุล”

       กับ 2 ดีกรีเจ๋งด้วยการคว้าใบประกาศนียบัตรระดับ ป.ตรี Cornell University ที่ สหรัฐฯ สาขาชีววิทยา ด้าน ประสาทวิทยาศาสตร์และพฤติกรรมสัตว์, ป.โท ม.จุฬาฯ คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล วันนี้ แทนไท ประเสริฐกุล มาช่วยไขปริศนาด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายในมุมมองของ “นักเรียนวิทยาศาสตร์” เหรียญทองแดงในการแข่งขันชีวิโอลิมปิกปี 39 เกี่ยวกับ “แบคทีเรีย” ว่าแท้จริงมันมีประโยชน์บ้างไหม และเป็นอธรรมแบบที่ใครเข้าใจมันขนาดที่ทำผลิตภัณฑ์ฆ่าแบคทีเรียออกมากำจัด มากมายหรือไม่...?
       
       ในความหมายของนักวิทยาศาสตร์ “แบคทีเรีย” คืออะไร
       ปัจจุบันพอพูดถึง “แบคทีเรีย” คนมักจะนึกถึงเชื้อโรคร้ายและความสกปรกจนไม่อยากให้มาอยู่บนตัวเรา ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็จริงนั่นแหละ เพราะกาฬโรค วัณโรค ท้องเสีย ขี้แตก ก็เกิดจากแบคทีเรียได้ทั้งนั้น แต่ถ้ามองแค่นี้ เราก็จะรู้จักแบคทีเรียเพียงเสี้ยวเดียว ซึ่งถ้าคนที่ศึกษาวิทยาศาตร์จะเข้าใจว่าจริงๆ แล้ว “แบคทีเรีย” มันสุดยอดมหาศาลกว่านั้นเยอะ
       
       ที่บอกว่า “แบคทีเรีย” สุดยอด มันสุดยอดยังไง...?
       เอาง่ายๆ แบคทีเรียไม่ได้อยู่ได้แต่ตามซอกฟัน หรือขอบโถส้วมนะครับ แม้แต่ลึกลงไปใต้ดินหลายกม. หรือสูงขึ้นไปเกือบถึงอวกาศ ที่ขั้วโลกอุณหภูมิติดลบ หรือปล่องน้ำร้อนใต้ทะเลอุณหภูมิทะลุจุดเดือด มันก็อยู่ได้ ขนาดในกากของเสียปรมณูมันยังอยู่ได้สบายเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าชนิดเดียวอยู่ได้ทุกที่ แต่ละชนิดก็มีความสามารถสุดขั้วหลากหลายของมันไปคนละแบบ แต่โดยรวมๆ แล้วเนี่ยถือว่าเป็นเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่สุดยอดมาก การคิดจะกำจัดแบคทีเรียให้หมดสิ้นไปจากโลก ผมว่าเป็นเรื่องสิ้นคิด เพราะแค่ขนาดบนผิวหนังเราเอง ในยามปกติ ไม่ได้ไปคลุกโคลนที่ไหน
        ยังมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ถึงประมาณ 50 ล้านตัว ต่อ 1 ตารางเซ็นต์ คอยกินเศษรังแค กินน้ำมันจากรูขุมขนเราไปเรื่อย เหมือนฝูงวัวในทุ่งหญ้า แล้วยิ่งถ้านับรวมพวกที่ว่ายอยู่ในน้ำตา น้ำลาย ในคอ ในจมูก ในไส้ ในท่อฉี่ เข้าไปด้วย จำนวนพวกมันยิ่งมีมากกว่าเซลที่เป็นเซลของเราเองถึง 10 เท่า คือว่ากันจริงๆ ตัวเราประกอบด้วยเซลแบคทีเรียมากกว่าเซลคนซะด้วยซ้ำ แล้วทั้งหมดนี้เราก็อยู่กับมันทุกวันๆ ตามปกติ ไม่ได้ทำให้เกิดโรคเกิดอะไรเลยแม้แต่น้อย หลายๆ ชนิดเป็นประโยชน์ด้วยอีกต่างหาก
       
       แบ่งตามภาษาชาวบ้าน “แบคทีเรีย” มี 2 พวกคือ “ฝั่งธรรมมะ”-“ฝั่งอธรรม” ถูกไหม
                  คือถ้าเอามนุษย์เป็นที่ตั้งตรงกลาง ก็จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ บางพวกก็ทำให้เราเป็นโรค บางพวกก็เป็นประโยชน์ แต่เอาจริงๆ พวกที่เยอะที่สุดน่าจะเป็นพวกที่ดำรงชีวิตอยู่ของมันไปอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรกับคนโดยตรงเลยมากกว่า อย่างแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในเมฆเงี้ย ให้ผมแบ่งก็แบ่งไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นฝั่งธรรมะหรืออธรรม
       
       “แบคทีเรีย” มีประโยชน์ต่อมนุษย์ยังไง
                 ในระบบนิเวศน์มันคอยย่อยทำลายสารพิษแล้วก็ย่อยสลายรีไซ เคิลวัตถุดิบเกือบทุกอย่างให้ครบวงจรตามธรรมชาติ ถ้าไม่มีแบคทีเรียคอยดูดแร่ธาตุลงดิน พืชต่างๆ อย่าหวังจะเติบโตได้ ดังนั้นคนชอบกินผักผลไม้ ควรกราบขอบคุณมันงามๆ ซักทีนึง นอกจากนี้แบคทีเรียบางชนิดสังเคราะห์น้ำมันได้ บางชนิดเว่อร์ถึงขนาดสังเคราะห์ทองได้ คิดดูสิ หรือกระทั่งคนเป็นเบาหวานก็ต้องขอบคุณ “แบคทีเรีย” ด้วยเหมือนกัน เพราะ Insulin และยาอีกหลายๆ อย่างทุกวันนี้เราก็ให้ “แบคทีเรีย” สังเคราะห์ให้ โดยการตัดต่อยีนคนใส่เข้าไปในมันอีกที
       
       “แลคโตบาซิลัส” ที่อยู่ในยาคูลห์ก็คือ “แบททีเรีย” ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์
                ใช่...“แบคทีเรีย” ประเภทนี้จะช่วยให้การดูดซึมอาหารให้ดีขึ้น และตราบใดที่มันยึดครองพื้นที่อยู่ในไส้เรา แบคทีเรียอื่นๆ ที่เป็นเชื้อโรคก็แทรกเข้ามาหาที่ทำกินได้ยาก คือเจ้าถิ่นเค้าไม่อนุญาต ว่างั้นเถอะ
       
       “แบคทีเรีย” มีเพศไหม แล้วมันสืบพันธุ์กันยังไง
                  มี, ในแง่ที่ว่ามันสามารถผสมพันธุ์กับตัวอื่นๆ ได้ แต่เพศของแบคทีเรียพูดตรงๆ ว่าเป็นเรื่องซับซ้อน ผมเองก็ไม่เคยศึกษาเหมือนกัน ที่แน่ๆ มันคงไม่ได้แบ่งเป็นตัวผู้ตัวเมียมีอวัยวะต่องแต่งชัดเจนระบุได้ง่ายๆ เหมือนอย่างในคนเรา พูดถึงลักษณะภายนอก แบ็คทีเรียมีขนาดประมาณ 1 ในพันของช่องมิลลิเมตร และหน้าตาไม่ได้หลากหลายเท่าไหร่ ต่อให้วิถีชีวิตจะหลากหลายแค่ไหนก็ตาม
                  ถ้าเอามาส่องกล้องดูรูปร่างมันก็จะไม่พ้น เป็นแท่งรีๆ เม็ดกลมๆ หรือไม่ก็เป็นเกลียวแบบโปเต้ มีอยู่แค่ประมาณนี้แหละ... ต่อเรื่องสืบพันธุ์ ต่อให้มันไม่ไปผสมกับใคร แบคทีเรียตัวเดี่ยวๆ ก็สามารถสร้างลูกสร้างหลานโดยการแบ่งตัวเองแบบไม่อาศัยเพศได้ บางชนิดแค่ผ่านไป 10 นาทีก็สามารถแบ่งจาก 1 เป็น 2 อีก 10 นาทีก็ทวีคูณ 2 เป็น 4 ไปเรื่อยๆ ถ้าอาหารไม่จำกัด ปล่อยไว้แค่ไม่ถึงวันนี่ อาจจะขยายพันธุ์ได้จำนวนตัวมากกว่าประชากรคนทั้งโลกซะอีก
       
       “แบคทีเรีย” มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานหรือไม่
       
                โอ้ว… นานซะยิ่งกว่านานอีกครับ ประวัติศาสตร์ครึ่งแรกของชีวิตบนโลก จากประมาณ 4 พันถึง 2 พันล้านปีก่อนเนี่ย เคยเป็นโลกที่มีแต่แบคทีเรียล้วนๆ เทียบกับคนเราซึ่งเพิ่งถือกำเนิดมาได้ไม่กี่แสนปี มีอารยธรรมมาได้ไม่กี่หมื่นปี ดูตัวเลขแล้วอย่างกับเอาเงินเก็บนักเขียนไส้แห้งอย่างผมไปวางเทียบกับของ นักการเมืองคอรัปชั่น
                 มิหนำซ้ำ แบคทีเรียยังเป็นพวกแรกที่รู้จักสังเคราะห์แสงเลี้ยงชีพแล้วก็ปล่อยอ็อกซิ เจนออกมา สมัยก่อนบรรยากาศโลกแทบจะไม่มีอ็อกซิเจนเลย ก็ได้แบคทีเรียนี่แหละช่วยปล่อยๆๆ สร้างๆๆ ออกมา จนอ็อกซิเจนเต็มโลก ถ้าไม่มีมัน ทั้งสัตว์และพืชก็คงไม่สามารถมีวิวัฒนาการขึ้นมาได้ในภายหลัง แม้แต่ในทุกวันนี้ แบคทีเรียในทะเลก็ยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอ็อกซิเจนตัวหลักอยู่ และแม้กระทั่งอวัยวะที่ใช้สังเคราะห์แสงในเซลพืชเอง หรือที่เรียกว่า คลอโรพลาสต์ จริงๆ เดิมก็มีต้นกำเนิดมาจากแบคทีเรียเหมือนกัน
       
       ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์คิดว่า “แบคทีเรีย” มีเสน่ห์เร้าใจตรงไหน
                ถ้าเรารู้ถึงประวัติศาสตร์สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกทั้งหมดแล้ว “แบคทีเรีย” ถือว่าเป็นพระเอกเลยนะครับ ถ้าสมมติมีมนุษย์ต่างดาวเฝ้าดูโลกอย่างละเอียดมาโดยตลอด เขาคงจำต้องสรุปว่า ไม่ใช่มนุษย์หรอกที่ครองโลก แต่เป็น “แบคทีเรีย” ต่างหาก เรามันแค่มาขออาศัยอยู่ด้วย คือแบคทีเรียอยู่ได้ถ้าไม่มีเรา แต่เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมัน ขนาดทุกนาทีที่เราหายใจหรือกินข้าวเข้าไปเนี่ย อวัยวะในเซลที่ทำหน้าที่เผาผลาญสกัดพลังงานให้เราก็คือ ไมโตคอนเดรีย ซึ่งเดิมก็คือวิวัฒนาการมาจากแบคทีเรียที่เข้ามาอยู่ร่วมกับเราอีกที ทุกวันนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่เราขาดไม่ได้ไปแล้ว
               ในแง่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงจำนวน การแพร่กระจาย ความหลากหลาย ความสามารถในการอยู่รอด ความสำคัญต่อระบบต่างๆ ในโลก ความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ แบคทีเรียก็ล้วนชนะเราหมด คือต่อให้มันไม่มีความรู้สึกนึกคิด เป็นแค่สิ่งมีชีวิตเซลเดียว แต่ตำแหน่งแช็มพ์ก็คงต้องยกให้มันไปอย่างสมศักดิ์ศรีแหละ เวลาได้ตระหนักถึงความจิ๊บจ๊อยของมนุษย์แบบนี้แล้วรู้สึกเจ็บแปลบอย่างมี ความสุขดีพิลึก เหมือนตอนที่เราค้นพบว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้หมุนรอบโลก อะไรประมาณนั้น แต่ถึงไงก็ตาม ผมก็ยังแอบเข้าข้างมนุษย์อยู่บ้างนะ เพราะทุกวันนี้ยังไม่มีแบคทีเรียที่ศึกษาคน มีแต่คนเป็นฝ่ายศึกษามัน คือเราน่ะสามารถรู้จักโลกมากขึ้นผ่านการศึกษามัน แต่มันน่ะ ต่อให้เก่งยังไง ก็ยังไม่สามารถรู้จักตัวเองด้วยซ้ำ เอ๊ะ หรือว่าจริงๆ แล้วตัวเราเอง ก็คือโคโลนีของแบคทีเรียที่กำลังศึกษาตนเองอยู่?
       
       ที่โฆษณาเขาบอกเราว่ามารวมกันกำจัด “แบคทีเรีย” จริงๆ แล้วมันชั่วและเป็นผู้ร้ายจริงไหม…?
                จริงส่วนหนึ่งครับ ก็อย่างที่บอก “แบคทีเรีย” ที่ไม่ได้มาดี มาแบบเป็นปรสิต เข้ามาใช้ร่างกายของเราเพื่อเป็นเครื่องมือสืบพันธุ์ ก็มีอยู่ไม่น้อย ผลลัพธ์ก็ทำให้เราไม่สบาย สังเกตง่ายๆ พอไปหาหมอแล้วหมอให้กินยาปฏิชีวะแสดงว่าคุณไปติดเชื้อ “แบททีเรีย” มา ถ้าคุณไม่กินยาเข้าไปช่วยยับยั้งมันเนี่ย เผลอๆ ก็อาจจะลุกลามถึงขั้นซีเรียสได้
       
       ขณะเดียวกัน ถ้าเราอยู่ในสังคมปลอดเชื้อตลอด 24 ช.ม. มาตั้งแต่เด็กๆ ก็แย่ไปอีกแบบ
                คือ ร่างกายของเรามันเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเองไงครับ มันจะบันทึกว่าเชื้อโรคอันไหนเคยเจอมาแล้ว และก็จะสร้างภูมิคุ้มกันเก็บไว้เผื่อเจอครั้งต่อไป ฉะนั้นเด็กพวกที่อยู่กลางดินกินกลางทราย โตมาเขาจะไม่ค่อยเจ็บป่วยเมื่อเทียบกับเด็กที่โตในเมือง เพราะร่างกายโชกโชนสั่งสมภูมิคุ้มกันมาเยอะ แต่นี่ก็พูดได้เฉพาะกรณีที่โชคดีไม่ได้ไปเจออะไรร้ายแรงมากนะ ถ้าไปเจอโรคแบบเป็นทีเดียวแล้วตายไปเลย อันนี้ภูมิคุ้มกันก็ไม่เป็นประโยชน์แล้วล่ะ
                ขณะเดียวกัน ข้อเสียอีกอย่างของการบ้าคลั่งเรื่องฆ่าเชื้อโรคมากเกินไป ก็คือมันจะเป็นการไปคัดเลือกให้พวก “แบคทีเรีย” อ่อนแอที่แพ้ยาตายไป และให้พวกที่แข็งแรงๆ ดื้อยา อยู่รอดมาได้ กลายเป็นยิ่งฆ่ามันมาก เราก็ยิ่งไปออกแบบ “แบคทีเรีย” รุ่นใหม่ให้ร้ายขึ้นกว่าเดิมโดยไม่ได้ตั้งใจ สังเกตได้จาก แบคทีเรียบางชนิดที่อาศัยอยู่ในโรงพยาบาล พวกนี้จะอึดที่สุดแล้ว ฆ่าไงก็ไม่ตาย เพราะมันผ่านการพิสูจน์มาทุกรูปแบบ
       
       สรุปแล้วนิยามในทางวิทยาศาสตร์แล้วเมื่อเทียบทั้งหมดโลกเรามี “แบคทีเรีย” ที่มีประโยชน์หรือมีโทษมากกว่ากันแน่
                คำถามที่ว่า “แบคทีเรีย สรุปดีหรือไม่ดี” ก็เปรียบได้กับการถามว่า “สัตว์เนี่ย สรุปแล้วดีหรือไม่ดี” มันเป็นคำถามที่ต้องถามต่อว่า อ้าว แล้วคุณหมายถึงสัตว์ชนิดไหนล่ะ ยุง หรือว่า กบ หรือ หมูป่า คำว่า “แบคทีเรีย” ก็เหมือนกับคำว่า “สัตว์” คือความหมายมันกว้างโคตร หรือถ้าจะตีความคำถามว่าโอเค มานั่งนับกันเลย แบ็คทีเรียชนิด A ดี ชนิด B เลว ชนิด C กลางๆ ชนิด D… ไปเรื่อยๆๆๆ... แล้วค่อยสรุปคะแนนว่าดีกับเป็นโทษอันไหนมีมากกว่ากัน ถ้าถามแบบนั้น คำตอบง่ายเลยครับ คือ “ไม่รู้” ทุกวันนี้ ผมเดาว่าเรารู้จักจำนวนชนิดของแบ็คทีเรียแค่ไม่ถึง 1% ของที่มีอยู่ในธรรมชาติได้มั้ง แค่คุณตักดินหลังบ้านขึ้นมาช้อนนึงเนี่ย ก็มีแบ็คทีเรียหลายพันชนิดแล้ว และกว่า 90% ในนั้นอาจจะเป็นชนิดใหม่ที่วิทยาศาสตร์ไม่เคยรู้จักมาก่อน คือพวกนี้มันเล็กซะจนตกสำรวจง่ายมาก เรารู้น้อยมากจริงๆ ว่าในโลกนี้มีแบ็คทีเรียอะไรอยู่บ้าง
                วกกลับมาที่เรื่องที่เราพูดกันก็คือ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่เขาสร้างออกมาเพื่อกำจัด “แบคทีเรีย” มากมาย เขาก็สร้างมาเพื่อมันก็ลดโอกาสเสี่ยงต่อการสัมผัสถูก “แบคทีเรีย” หรือสูดเอาเชื้อนู้นเชื้อนี้เข้าไปในร่างกาย ซึ่งฟังดูดีนะ แต่ในลำดับแรกเนี่ย ผมว่าท่ามกลางโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลาย-แหล่ ก็ต้องไปดูก่อนว่าอันไหนเวิร์คจริงไม่จริง และในบรรดาอันที่เวิร์กจริงเนี่ย ก็วิจารณ์ได้ต่อว่าเป็นดาบสองคม เพราะฆ่าเชื้อร้ายก็ดี แต่ถ้าฆ่ามากไป เดี๋ยวก็ไปฆ่าพวกมีประโยชน์ไปด้วย ไม่ก็ไปกระตุ้นให้พวกเชื้อร้ายยิ่งดื้อยามากขึ้น ไม่ก็ทำให้ภูมิคุ้มกันตัวเราเองกลับยิ่งอ่อนแอ เพราะไม่เคยโดนเชื้ออะไรเลย และประเด็นลำดับสุดท้าย ไม่ว่าคุณจะกำจัดแบคทีเรียอะไรหรือไม่ก็แล้วแต่ อย่าลืมว่าในโลกไม่ได้มีแค่ “แบคทีเรีย” ที่เป็นเชื้อโรคอย่างเดียว ยังมีพวกที่ทั้งสำคัญและมหัศจรรย์ชวนให้ศึกษาทำความรู้จักอีกเยอะแยะมากมาย สุดยอดมหาศาลบานตะไทล้านแปด
       
       “แบคทีเรีย” เชื้อร้ายที่หลายคนมองข้าม

       ในปัจจุบันแบคทีเรียสามารถพบได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะในดิน อากาศ น้ำทะเล น้ำจืด น้ำพุร้อน ธาร
       
       น้ำแข็ง ร่างกายคน สัตว์ อาหาร เสื้อผ้า และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคคออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ คอตีบ ไอกรน วัณโรค ไข้ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค อุจจาระร่วง กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร บาดทะยัก แผลพุพอง ฝี แอนแทรกซ์ ซิฟิลิส หนองใน กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ แม้แต่โรคฉี่หนู
       
       เชื้อแบคทีเรียมีชีวิตอยู่ได้ทุกฤดูกาล และในบางฤดูกาล สภาพอากาศหรือสิ่งแวดล้อมทำให้เชื้อเจริญได้ดีขึ้น หรือมีโอกาสติดต่อมาสู่คนได้ง่ายขึ้นทำให้มีอุบัติของโรคเพิ่มขึ้น ซึ่ง รศ.ดร.สมหญิง ธัมวาสร ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ยกตัวอย่างเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยในฤดูฝน อันเป็นต้นเหตุของโรคฉี่หนู
       
       “โรคเลปโตสไปโรซิสหรือที่รู้จักทั่วไปว่า “โรคฉี่หนู” เกิดจากเชื้อเลปโตสไปโรซิส เชื้อจะถูกปล่อยออกมาจากปัสสาวะของสัตว์ ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะหนูเท่านั้น อาจจะเป็นสัตว์อื่นได้ ได้แก่ สุกร สุนัข โค กระบือ ส่วนใหญ่เชื้อจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำหรือพื้นดินที่ชื้นแฉะ เมื่อไปสัมผัสโดยเท้าเปล่าหรือเดินลุยน้ำช่วงน้ำท่วม เชื้อก็จะชอนไชเข้าทางผิวหนังที่เป็นแผลหรือผิวหนังที่เปื่อยยุ่ยหลังแช่ อยู่ในน้ำนานๆ”
       
       แบคทีเรียคือจุลชีพชนิดเซลล์เดียว จัดอยู่ในกลุ่มโปรคารีโอตมีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.3-2 ไมโครเมตร (1 ไมโครเมตร = 0.001 มิลลิเมตร) มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์กำลังขยาย 1,000 เท่า จึงจะเห็นได้ชัดเจน ส่วนรูปร่างของแบคทีเรียโดยทั่วไปจะมี 3 แบบ คือ รูปกลม รูปแท่ง และรูปเกลียว แบคทีเรียส่วนใหญ่จะเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 35- 37 องศา เซลเซียส
       
       “แบคทีเรียที่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโตเรียกว่า แอโรบ ส่วนพวกที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโต เรียกว่า แอนแอโรบ และการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของแบคทีเรีย เช่น เชื้อ Escherichia Coli ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ส่วนเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis ที่ทำให้เกิดโรควัณโรคต้องใช้เวลามากกว่า 12 ชั่วโมง” รศ.ดร.สมหญิง ธัมวาสร กล่าวกับเมโทรไลฟ์
       
       เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี รศ.ดร.สมหญิง กล่าวว่า
       “นาโนเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งใช้อนุภาคนาโนมาต้านจุลชีพเข้าสู่เซลล์เพื่อกำจัดเชื้อ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีหรือเครื่องมือต่างๆ ในการกำจัดฆ่าเชื้อ เราควรที่จะดูแลตนเองให้ห่างไกลจากเชื้อแบคทีเรียโดยปฏิบัติตนให้ถูก สุขลักษณะ
       
       การกำจัดเชื้อแบคทีเรียง่ายๆ แต่ได้ผล
       
       - ฆ่าเชื้อด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส เช่น การต้ม การอบไอน้ำอย่างน้อย 15 นาที
       - การใช้แสงอัลตราไวโอเลต คือ การนำไปผึ่งแดด
       - การใช้สารเคมี เช่น แช่ในด่างทับทิมหรือน้ำส้มสายชู
       - การใช้ 70 % แอลกอฮอล์ ใช้ในการทำความสะอาดบาดแผล
       
       ****************
       
       แบคทีเรียก็มีประโยชน์

       จากการศึกษาข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้โปรไบโอติกรักษาสิว Dr.R.H.Siver ได้ศึกษาการใช้ประโยชน์ของแบคทีเรียเพื่อรักษาผู้ที่มีปัญหากระเพราะอาหาร และลำไส้ทำงานไม่ปกติ แต่การรักษาอาการดังกล่าวกลับให้ประโยชน์กับผิวหน้าที่เคยมีปัญหา และในผู้ป่วยที่เป็นสิวให้กลับดีขึ้นได้ถึง 80% และจะยิ่งให้ผลชัดเจนในเด็กชาย และเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ส่วนใหญ่ผิวจะดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์หลังได้รับอาหารเสริมที่เป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ได้แยกคุณประโยชน์จากโปรไบโอติก “แบคทีเรีย” 3 ชนิด
       
       - Lactobacillus acidophilus (DDS-1 และ NAS super strains) แบคทีเรียที่ช่วยทำให้โปรตีนแตกตัวในลำไส้เล็ก และช่วยให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากเชื้อโรค เนื่องจากแบคทีเรียตัวนี้จะช่วยหลั่งสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และจุลินทรีย์อื่น ๆ ... แลคโตบาซิลัสแบคทีเรียนี้เป็นตัวช่วยระบบภูมิคุ้มกัน
       
       -Bifidobacteria bifidum (Malyoth super strain) แบคทีเรียนี้มีฤทธิ์มากกว่า, อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ ป้องกันเชื้อโรคเข้ามาทำร้ายร่างกาย หรือจากการรบกวนของยีสต์ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่คือ ยิ่งมีแบคทีเรียชนิดนี้เยอะ ก็ยิ่งจะช่วยลดภาระการทำงานของตับได้เท่านั้น แบคทีเรียที่ทำประโยชน์ให้ร่างกายนี้จะขจัดสารพิษออกไปเพื่อให้ตับทำงานเป็น ปกติ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นรู้สึกว่าแบคทีเรียชนิดนี้จะเป็นตัวที่สำคัญและให้ ประโยชน์กับร่างกายมนุษย์มาก
       -Lactobacillus bulgaricus (LB-51 super strain) อยู่ในระบบย่อยอาหารที่ส่งต่อไปยังลำไส้ เป็นแบคทีเรียที่ช่วยทำให้โปรตีนแตกตัว ช่วยให้ระบบดูดซึมสารอาหารได้ดี และช่วยทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ชนิดอื่น ๆ ติดอยู่ที่ผนังลำไส้ได้
       
       - Probiotics เป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์กับร่างกายคนเราเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่ช่วยให้ ระบบของร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น จริงๆแล้วในต่างประเทศก็จะมีทำออกมาในรูปอาหารเสริมกันมากมาย ในบ้านเราอาจยังมีไม่มากแต่ก็สามารถหาได้จากอาหารบางชนิด
       
       ข้อมูลจาก Acnethai.com
       
       คุณรู้หรือไม่ว่า
       
       จำนวน “แบคทีเรีย” ในร่างกายมีปริมาณมากกว่าเซลล์ 20 เท่า…?? และในความเป็นจริง ทุก ๆ เท่าตัวของจำนวน “แบคทีเรีย” ในร่างกายก็มีจำนวนมากกว่าคนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ซะอีก ดังนั้นครั้งต่อไปที่เข้าห้องน้ำ จำเอาไว้ว่าน้ำหนักที่เหยียบลงไป 1 ตารางนิ้วนั้นไม่ใช่ของคุณทั้งหมด แต่มีจุลินทรีย์เป็นพันล้านตัวอยู่ในเครื่องในคุณด้วย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!