innoOK Member Card
มิถุนายน 18, 2013, 01:52:07 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เส้นทางนวัตกรรม ตอนที่ 12 : เศรษฐกิจยุคหน้า..ต้องจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร  (อ่าน 2076 ครั้ง)
administrator
Administrator
User

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 848


« เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2009, 03:22:10 PM »

เศรษฐกิจยุคหน้า... ต้องจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร

นางสาวศิรประภา รุ้งพราย
ส่วนงานบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ
siraprapha@nia.or.th


ทุกวันนี้เราได้ยินคนพูดถึงเศรษฐกิจฐานความรู้กันอยู่แทบทุกวัน โดยเฉพาะที่ว่าประเทศไทยจะต้องพัฒนาไปสู่การเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้จึงจะสามารถยืนหยัดแข่งขันในตลาดโลกและเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืนได้

พอพูดถึงเศรษฐกิจฐานความรู้ ก็พูดต่อไปว่านวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นปัจจัยหลักในการก้าวไปให้ถึงจุดนั้น โดยจะต้องอาศัยหลักการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพร่วมด้วย ไม่เช่นนั้นประเทศไทย หรือถ้าให้เฉพาะลงไปกว่านั้นคือภาคอุตสาหกรรมไทย จะไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

เศรษฐกิจฐานความรู้คืออะไร และมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจอย่างไร


เศรษฐกิจฐานความรู้ (หรือ knowledge-based economy ซึ่งเป็นคำที่พัฒนามาจากหนังสือ The Age of Discontinuity ของ Peter Drucker) ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้ความรู้มาสร้างให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจหรือในเชิงพาณิชย์   ในปัจจุบันเศรษฐกิจโลกในภาพรวมกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งก็พัฒนามาจากสังคมสารสนเทศ (information society) ในยุคก่อนหน้านี้นั่นเอง

ในยุคของเศรษฐกิจฐานความรู้ ทรัพยากรความรู้ ซึ่งรวมไปถึง know how ความเชี่ยวชาญ และทรัพย์สินทางปัญญา จะเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากกว่าปัจจัยการผลิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือแม้กระทั่งแรงงาน อีกนัยหนึ่งก็คือทรัพยากรความรู้จะกลายเป็นหัวใจของการทำธุรกิจในยุคต่อไป โดยจะเข้ามาแทนที่ปัจจัยในการผลิตอื่นที่เคยมีความสำคัญต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ นั่นก็คือการผลิตสินค้าหรือบริการจะ “เน้นการใช้หัว มากกว่าใช้แรงงาน” ราคาสินค้าจะตัดสินด้วยความรู้ที่ใส่ลงไป และการขายจะไม่เน้นที่ราคาถูกหรือมุ่งแต่การลดต้นทุนการผลิตเท่านั้น

เจ้าของธุรกิจจะประสานนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาสู่ธุรกิจเพื่อให้ก้าวทันคู่แข่ง และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างไร
ปัจจัยพื้นฐานอย่างแรกสุดสำหรับธุรกิจในการที่จะแข่งขันในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ได้ ก็คือจะต้องมีองค์ความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือนวัตกรรม ซึ่งนับเป็น “ทุนทางปัญญา” ที่ต้องอาศัยการประสานเชื่อมโยงเข้ามาสู่การดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างฐานความรู้หรือ “ทุนทางปัญญา” ก็ทำได้หลายแบบ ไม่ว่าจะมาจากการพัฒนาขึ้นเอง หรือจะหามาจากข้างนอกด้วยวิธีใดๆ ก็แล้วแต่ เช่น การจ้างให้คนอื่นคิดให้ ซื้อสิ่งที่คนอื่นคิดเอาไว้ หรือขออนุญาตใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของคนอื่น ทั้งนี้ ประเด็นก็อยู่ที่ว่าเราจะลงทุนในการสร้างหรือใช้ “ทุนทางปัญญา” นั้นๆ อย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์กับธุรกิจของเรามากที่สุด และการลงทุนนี้จะกลับมาทำกำไรได้อย่างไร ไม่ว่าจะมาจากการผลิต การจัดการระบบ หรือการตลาด ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีจุดขายที่เด่นและแตกต่างไปจากสินค้าของคู่แข่ง

หากมีทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ในมือก็ควรบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการแข่งขัน ว่าแต่เราควรจะเริ่มต้นจัดการอย่างไรครับ
ก่อนอื่นจะต้องทราบก่อนว่าเรามีอะไรอยู่ในกระเป๋า จากนั้นจึงเริ่มวางแผนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารธุรกิจจะต้องคิดให้รอบคอบว่าจะปกป้อง “ทุนทางปัญญา” ของตนอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งสามารถลอกเลียนไปใช้ได้โดยไม่ต้องลงทุน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามีค่าใช้จ่าย จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะใช้ทรัพย์สินทางปัญญานั้นอย่างไรด้วย รวมทั้งต้องดูว่าจะสามารถบังคับใช้สิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด สรุปว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือฝ่ายบริหารหรือเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเองจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้พอสมควรและใส่ใจในการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีทางเลือกในการจัดการอยู่หลายทางซึ่งต้องพิจาณาเลือกให้เหมาะสมกับศักยภาพ ความชำนาญ ความพร้อม และแผนธุรกิจของบริษัทด้วย และในหลายกรณีการอนุญาตให้ผู้อื่นนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้โดยจ่ายค่าใช้สิทธิให้กับเราเป็นค่าตอบแทนความคิดก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง   

สนช. สามารถให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา อย่างไร

สนช. เริ่มเข้ามาจับงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีหน่วยบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IPM (Intellectual Property Management) เป็นหน่วยงานหลักในการให้คำแนะนำและบริการในด้านนี้ หน่วย IPM สามารถให้คำปรึกษาบริษัทและองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือเอกชน ในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา และจัดระบบในองค์กรเพื่อให้เกิดการสร้างและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ คือตั้งแต่การจัดการ R&D การจัด IP Portfolio จนถึงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์  นอกจากนี้ IPM ยังมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยทำการประสานเชื่อมโยงเจ้าของเทคโนโลยีกับบริษัทเอกชนที่ต้องการเทคโนโลยีและมีศักยภาพในการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง สนช. จะช่วยสนับสนุนตั้งแต่การเจรจาต่อรองในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงการนำนวัตกรรมออกสู่ตลาด เพื่อให้เกิดการสร้างธุรกิจนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้หากท่านใดต้องการปรึกษาหรือขอคำแนะนำในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาก็สามารถติดต่อมาได้ที่ สนช. โทร.0-2644-6000 ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 15, 2009, 03:31:18 PM โดย administrator » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!